ชำแหละร่างกม. ‘รัฐประหารสื่อ’ จับตาซุกหนวด

วันที่ : 05-02-2017 10:45:10อ่านแล้ว : 186

วงเสวนากฎหมายคุมสื่อ ขนานนาม “ร่าง กม.รัฐประหารสื่อ” ชี้ให้สภาวิชาชีพฯอนุญาต-เพิกถอนใบอนุญาตเป็นหลักเผด็จการ ไม่ใช่หลักเช็กแอนด์บาลานซ์ พร้อมย้อนถามของเดิมมีอยู่ทำไมต้องบัญญัติซ้ำซ้อน ระบุให้เงินอุดหนุนร้อยล้านเป็นปัญหากระทบจริยธรรมจรรยาบรรณ

 

ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีการจัดเสวนาโต๊ะกลม ในหัวข้อ “กฎหมาย กฎ (ค) สื่อ คุ้มครอง หรือควบคุม” โดยมีวิทยากร อาทิ นายจุมพล รอดคำดี อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปประเทศ (สปท.), นางมาลี บุญศิริพันธ์ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายเทพชัย หยอง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการอิสระด้านการสื่อสารมวลชน สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส เป็นต้น

 


นายเทพชัยกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... จะทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงสังคม เพราะได้สร้างกลไกอำนาจรัฐเพื่อกำกับสื่อ ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้สื่อเปลี่ยนไป เช่น สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยผู้ที่ร่างกฎหมายดังกล่าวอ้างความจำเป็นต้องมีเพื่อกำกับการทำงานสื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งความจริงสภาวิชาชีพฯ ในกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่สภาวิชาชีพที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่ควรเป็นคือ สังคมกำกับสื่อโดยไม่มีอำนาจรัฐ

 

เขาบอกว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือคำนิยามของ “สื่อมวลชน” ในมาตรา 3 ที่กว้างขวาง จนไม่แน่ใจว่าสื่อออนไลน์ สื่อเฟซบุ๊ก เป็นสื่อมวลชนด้วยหรือไม่ รวมถึงอำนาจของสภาวิชาชีพที่ให้สามารถออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ที่สำคัญและน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือจะมีกลไกกำกับสื่อและมีรายได้ โดยมีกระทรวงการคลังและไทยพีบีเอสสนับสนุน ซึ่งจากดูตัวเลขคร่าวๆ ประมาณร้อยล้านบาท

 

นายเทพชัยเผยว่า ความจริงร่างกฎหมายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมี เพราะในขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว มีทั้งคำสั่งคสช. และ ม.44 ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่นักการเมืองอยากได้ที่สุด แต่ไม่สามารถตราเป็นกฎหมายได้ ซึ่งขณะนี้กำลังมีผู้ชงกฎหมายใส่พานให้กับนักการเมือง


ขณะที่นายจุมพลกล่าวว่า ในช่วงที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยกร่างกฎหมายนี้ สภาวิชาชีพไม่ได้เกิดมาเพื่อควบคุมสื่อ แต่วัตถุประสงค์คือเพื่อพัฒนาอาชีพสื่อและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากการทำงานของสื่อ ที่สำคัญไม่ได้มีแนวคิดให้สภาวิชาชีพควบคุมสื่อ ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อนั้น สปช.ต้องการให้จดแจ้งเฉยๆ เพื่อให้สื่อมวลชนมีสังกัดที่ชัดเจนเท่านั้น

 

ด้านนายวันชัย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิปสปท.) ตีกลับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ว่า เกิดจากกระแสสังคมไม่เห็นด้วยกับร่างดังกล่าว และทราบว่าเขาพร้อมปรับแก้และลดทอนบางส่วน เท่าที่รู้คือจะตัดเรื่องตัวแทนภาครัฐ 4 คน เป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนออกไป แต่ยังจะคงประเด็นหลักเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอยู่ เพราะเขามองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำหน้าที่ของสื่อ ทั้งนี้ เรื่องใบอนุญาตมีหลายกระแสว่าผู้มีอำนาจรัฐ ทหารอยากได้ แต่บางกระแสว่าไม่ได้มีธงถึงขนาดนั้น

 

นางมาลีกล่าวว่า ตามหลักการ สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐและรัฐบาล แต่ถ้าไม่มีอิสระพอในการตรวจสอบ จะเกิดปัญหาปิดหูปิดตาประชาชนว่ารัฐบาลทำงานหรือไม่ นำภาษีประชาชนไปทำอะไรบ้าง ซึ่งสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการรับรู้ของประชาชน

 

เธอระบุว่า อะไรก็ตามที่ภาครัฐเข้ามาเกี่ยวโยงกับสื่อ การตรวจสอบจะเริ่มหาย เพราะเกรงใจ โดยเฉพาะกฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดสรรเงินให้สภาวิชาชีพสื่อฯ ปีละ 100 ล้านบาท ซึ่งจุดปีนี้จะทำลายความเป็นสื่อที่มีเสรีภาพ เพราะเมื่อถึงเวลามีสภาวิชาชีพฯ จริง สื่อก็ต้องวิ่งไปมีตำแหน่งในสภาวิชาชีพ ซึ่งความจริงสื่อคือปุถุชน ต้องทำมาหากิน

 

นางมาลีกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเรื่องใบอนุญาตเป็นเรื่องที่ล่าหลัง เพราะที่ผ่านมาก็มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องกำหนดในร่างกฎหมายฉบับนี้อีก ถือเป็นการให้จดแจ้งซ้ำซ้อน ทั้งนี้ การต่อสู้ครั้งนี้องค์กรสื่อต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองสามารถจัดการกันเองได้ และต้องยอมรับว่าบางสื่อเห็นแก่ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณ ต้องสู้และจัดการตรงนี้ให้ได้

 

ส่วนนายธามกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ขอเรียกว่า กฎหมายรัฐประหารสื่อ ในเวอร์ชั่นอ้างสิทธิเสรีภาพ และมีปัญหาหลายจุด ตั้งแต่มาตรา 6 ที่มีลักษณะเป็นบิ๊กบราเธอร์ เป็นพี่เบิ้ม เพราะกำหนดว่าถ้าสื่อใดอยากได้รับความคุ้มครองต้องมาจดทะเบียน มาตรา 41 ว่าด้วยคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จำนวน 13 คน ซึ่งวิธีการคัดเลือกบุคคลไม่ถูกต้อง

 

“เรื่องใบอนุญาต ถือเป็นหลักเผด็จการ ไม่ใช่หลักเช็กแอนด์บาลานซ์ เพราะนอกจากรับจดแล้ว ยังสามารถเพิกถอนได้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมรับจดแจ้งเฉยๆ แต่ไม่มีสิทธิ์เพิกถอน” นายธามกล่าว.

ขอบคุณ Thaipost


TAG ข่าว : ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง